02-426-3414 (พุทธบูชา), 02-002-5868 (กัลปพฤกษ์), 02-020-1171 KIN (นาคนิวาส), 094-985-2925

ออฟฟิศซินโดรม

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการของโรคนี้

เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อในท่าทางซ้ำ ๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

อาการและแนวทางการดำเนินโรค

  • อาการปวดกล้ามเนื้อที่ใช้ในการทำงาน เช่นการนั่งทำงานออฟฟิศหรือใช้งานคอมพิวเตอร์ ที่ต้องนั่งอย่างต่อเนื่อง และใช้มือทั้งสองข้าง ทำให้มีการใช้กล้ามเนื้อคอ บ่า และหลัง ร่วมกับท่าทางที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ
  • อาการจากการกดทับของเส้นประสาท ที่จะทำให้มีอาการชา หากถูกกดทับเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดอาการอ่อนแรงร่วมด้วย
  • อาการที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่นความเครียด ความผิดปกติของอวัยวะภายในที่มาจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้มีอาการหูอื้อ ตาพร่า เย็นที่ปลายมือปลายเท้า เหงื่อออกผิดปกติ วูบ

วิธีการรักษา

  1. การรักษาด้วยตัวเอง
    • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่นการนั่งติดกันเป็นเวลานาน การปรับสถานที่ทำงานให้เหมาะสม
    • การยืดกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น
    • การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรง
  2. การรักษาทางกายภาพบำบัด
    • การรักษาทางกายภาพบำบัด
    • การรักษามือนักกายภาพบำบัด (Manual Technique)
    • การรักษาด้วยเครื่องมือทางกายภาพบำบัด เช่น
      • อัลตร้าซาวด์ (Ultrasound)
      • การกระตุ้นไฟฟ้า (Electrical stimulation)
      • เลเซอร์ (Laser)
      • คลื่นกระแทก (Shock wave)
      • คลื่นสั้น (Short wave)
    • การออกกำลังกายเพื่อการรักษา (Therapeutic exercise)
    • การรับคำแนะนำอื่นๆ เช่น การยืดกล้ามเนื้อ การปรับอุปกรณ์และสถานที่ทำงาน การลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่ไม่จำเป็น
  3. แนวทางการรักษาทางด้านอื่น ๆ เช่น การนวด การฝังเข็ม การรับประทานยา

การป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีกของโรคนี้

เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อที่ซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ควรที่จะต้อง

  • ปรับที่พฤติกรรมการทำงาน ให้มีเวลาพัก
  • ปรับและจัดท่าทางการทำงานให้เหมาะสม
  • ยืดกล้ามเนื้อ
  • ออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรง
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ฝึกผ่อนคลายความเครียด

โรคหลอดเลือดสมอง

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการของโรคนี้

เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมองที่ทำให้สมองขาดเลือด แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

  1. หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (ischemic stroke) พบได้ประมาณ 80%
  2. หลอดเลือดสมองแตก(hemorrhagic stroke) พบได้ประมาณ 20%

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง

ปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันไม่ได้

  • อายุ เมื่ออายุมากขึ้น หลอดเลือดก็จะเสื่อม หนาและแข็งขึ้นจากการที่มีไขมันและหินปูนมาเกาะ
  • เพศ พบว่าเพศชายมีความเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิง
  • ภาวะการแข็งตัวของเลือดเร็วกว่าปกติ

ปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้

  • ความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของโรคหลอดเลือดสมอง
  • เบาหวาน จะทำให้หลอดเลือดแข็งทั่วร่างกาย หากเกิดที่สมองจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนปกติ 2-3 เท่า
  • ไขมันในเลือดสูง คือภาวะไขมันสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทำให้กีดขวางการลำเลียงเลือด
  • โรคหัวใจ เช่น โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นสาเหตุของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันที่หลอดเลือดสมอง
  • การสูบบุหรี่ ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองถึง 3.5%
  • ยาคุมกำเนิด
  • โรคซิฟิลิส เป็นสาเหตุของหลอดเลือดอักเสบและหลอดเลือดแข็ง
  • การขาดการออกกำลังกาย

อาการและแนวทางการดำเนินโรค

เมื่อสมองขาดเลือดจะทำให้สมองไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ซึ่งอาการแสดงต่าง ๆ จะมากหรือน้อยขึ้นกับระดับความรุนแรงและตำแหน่งของสมองที่ถูกทำลาย เช่น

  • ชาหรืออ่อนแรงที่ใบหน้าและ/หรือบริเวณแขนขาครึ่งซีกของร่างกาย
  • พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว มุมปากตก น้ำลายไหล กลืนลำบาก
  • ปวดศีรษะ เวียนศีรษะทันทีทันใด
  • ตามัว มองเห็นภาพซ้อนหรือเห็นครึ่งซีก หรือตาบอดข้างเดียวทันทีทันใด
  • เดินเซ ทรงตัวลำบาก

อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ในรายที่มีภาวะสมองขาดเลือดแบบชั่วคราว (transient ischemic attack: TIA) อาจมีอาการเตือนเหล่านี้เกิดขึ้นชั่วขณะแล้วหายไปเอง หรืออาจเกิดขึ้นได้หลายครั้งก่อนจะมีอาการสมองขาดเลือดแบบถาวร ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ควรรีบพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาการของโรคหลอดเลือดสมองจัดเป็นอาการร้ายแรงและอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือหากไม่ถึงชีวิต ก็อาจทำให้กลายเป็นโรคอัมพาต อัมพฤกษ์ ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองและต้องใช้เวลาในการรักษาฟื้นฟูสุขภาพต่อไป

วิธีการรักษา

  1. การรักษาด้วยตัวเอง

    ออกกำลังกายและฝึกตามที่นักกายภาพบำบัดแนะนำ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง หวานจัด เค็มจัด ทานยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ทำกิจกรรมคลายเครียด เช่น ฟังเพลง นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ ไปเที่ยว เป็นต้น

  2. การรักษาทางกายภาพบำบัด
    • เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
    • เพิ่มความยืดหยุ่น ลดภาวะเกร็ง
    • ฝึกการประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อและข้อต่อ (coordination)
    • ฝึกการทรงตัว
    • ฝึกการเดิน
    • ฝึกการใช้มือ
    • ป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น ข้อติด แผลกดทับ การเกร็ง ปอดติดเชื้อ ภาวะความดันต่ำจากการเปลี่ยนท่าทาง กระดูกพรุน เป็นต้น

การป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีกของโรคนี้

  1. ควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่ส่งเสริมให้หลอดเลือดเกิดการตีบ อุดตัน หรือแตก เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ หรือขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น
  2. ตรวจเช็กสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ในกรณีที่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก ต้องรักษาและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแผนการรักษาของแพทย์ ห้ามหยุดยาเอง และควรรีบพบแพทย์ทันทีถ้ามีอาการผิดปกติ
  3. ควบคุมระดับความดันโลหิต ไขมัน และน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควบคุมอาหารให้สมดุล หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม หวาน มัน
  4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม
  5. งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ถ้ามีอาการเตือนที่แสดงว่าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอชั่วคราว ควรรีบมาพบแพทย์ถึงแม้ว่าอาการเหล่านั้นจะหายได้เองเป็นปกติ ผู้ที่เป็นหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันแล้ว แพทย์จะให้การรักษาโดยใช้ยาเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรคหลอดเลือดสมอง แต่การใช้ยาเหล่านี้จำเป็นต้องมีการติดตามผลและใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากถ้ามีการใช้ยาผิด ประมาทเลินเล่อ หรือไม่มีการติดตามดูแลอย่างสม่ำเสมออาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างรุนแรง เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

โรคพาร์กินสัน

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการของโรคนี้ ?

โรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์สมอง และสารสื่อประสาทที่จำเป็นต่อการทำงานของสมองมีปริมาณน้อยลง จึงส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการเคลื่อนไหว

อาการและแนวทางการดำเนินโรค

  • อาการทางกาย
    สั่น, เคลื่อนไหวช้า, หน้านิ่ง, พูดช้า เสียงค่อย, น้ำลายไหล, ร่างกายแข็งเกร็ง, เดินลำบาก, เดินซอยเท้า, เท้าติดเวลาก้าวขา, หกล้มง่าย
  • อาการทางจิตใจ
    ซึมเศร้า, วิตกกังวล
  • อาการอื่น ๆ
    ความจำระยะสั้นไม่ค่อยดีในระยะต้น ความจำเสื่อมในระยะท้าย, เหงื่อออกมาก, ท้องอืด, ท้องผูก, ปัสสาวะบ่อย, ควบคุมการปัสสาวะไม่ได้, การรับรู้กลิ่นและรสไม่ดี, มึนศีรษะเวลาลุกขึ้นเนื่องจากความดันโลหิตต่ำลง

แนวทางการดำเนินโรค

อาการของโรคจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความเสื่อมของเซลล์สมอง ทำให้สูญเสียสมองส่วนที่ทำหน้าที่ในการผลิตสารสื่อประสาทไปและไม่สามารถสร้างขึ้นทดแทนใหม่ได้

วิธีการรักษา

  1. การรักษาด้วยตัวเอง

    ออกกำลังกายและฝึกตามที่นักกายภาพบำบัดแนะนำ

  2. การรักษาทางกายภาพบำบัด
    • ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
    • ฝึกการประสานสัมพันธ์ (coordination)
    • ฝึกการทรงตัว
    • ฝึกการเดิน
    • กระตุ้นการรับรู้
  3. การรักษาอื่น ๆ

    ในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคพาร์กินสันให้หายขาดหรือหยุดยั้งการดำเนินของโรคได้ ซึ่งวิธีการรักษาที่ใช้โดยทั่วไปมีดังนี้

    • การรักษาด้วยยา เป็นการรักษาตามอาการ
    • การรักษาโดยการผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึก (deep brain stimulation) เป็นวิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังขั้วไฟฟ้าเพื่อไปกระตุ้นสมอง ใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ซึ่งเคยได้รับการรักษาด้วยยา แต่มีอาการมากขึ้นจนการรักษาด้วยยาไม่ให้ผลดีเท่าที่ควร
    • ทั้งนี้ แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

การป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีกของโรคนี้

  1. รับประทานยาชะลอการฝ่อลีบของสมองและรักษาระดับความรุนแรงของโรคไม่ให้เพิ่มมากขึ้น
  2. ออกกำลังกายเพื่อป้องกันการฝ่อลีบของกล้ามเนื้อจากการมีกิจกรรมทางกาย (Physical Activity) ที่ลดลง

โรคกระดูกทับเส้นประสาท

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการของโรคนี้

เมื่อหมอนรองกระดูกเกิดการเสื่อมจะทำให้ความยืดหยุ่นลดน้อยลงเรื่อย ๆ หากเปลือกนอกมีการฉีกขาด เนื้อเยื่อของหมอนที่อยู่ข้างในก็จะสามารถเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาทที่อยู่รอบข้าง และทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ตามมาได้ สาเหตุ เช่น

  • การยกของหนักด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้องบ่อยๆ
  • น้ำหนักตัวที่มากเกินไป
  • นั่งทำงานด้วยอิริยาบถที่ไม่ถูกต้องนานๆ
  • อุบัติเหตุและการบาดเจ็บต่อกระดูกสันหลัง

อาการและแนวทางการดำเนินโรค

อาการที่เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับมีได้ 3 รูปแบบ คือ อาการปวด อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ หรืออาการชา

อาการของโรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาทมีส่วนคล้ายกับโรคโพรงประสาทตีบแคบอยู่มากเนื่องจากเป็นอาการของเส้นประสาทที่โดนกดทับเหมือนกัน ส่วนที่ต่างกันคือ โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนมักจะมีอาการปวดเฉียบพลันและรุนแรงกว่า เนื่องจากมีการอักเสบรุนแรงเกิดขึ้นรอบเส้นประสาท ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดรุนแรงมากจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองหรือทำกิจวัตรประจำวันได้เลย

  • อาการที่คอ : ปวดคอบ่า ร้างลงแขน อาการที่คอเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง อาจจะมีชา หรืออ่อนแรงร่วมด้วย
  • อาการที่หลัง : ปวดหลังบริเวณเอวส่วนล่าง อาจมีอาการที่หลังเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง มักมีอาการในท่านั่ง หรือมีการนั่งงอตัวไปทางด้านหน้าซึ่งเป็นท่าที่หมอนรองกระดูกได้รับแรงกดทับมากที่สุด
  • อาการที่ขา : อาการแสดงที่ขามีได้ 3 แบบ คือ อาการปวด ชา หรือการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ

อาการปวดหรือชาขาที่เกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมีลักษณะคือ มีอาการตามแนวที่เส้นประสาทวิ่งไป สามารถปวดได้ตั้งแต่บริเวณเอว ต้นขา น่อง ไปจนถึงบริเวณเท้าและนิ้วเท้าได้ การอ่อนแรงของกล้ามเนื้อก็มีลักษณะคล้ายอาการปวดและชา คือจะมีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อมัดที่เลี้ยงด้วยเส้นประสาทเส้นที่ถูกกดทับนั้น

วิธีการรักษา

  1. การรักษาด้วยตัวเอง
    • ปรับพฤติกรรม ไม่ก้มๆ เงยๆ ไม่ยกของหนัก ลดน้ำหนัก
    • ออกกำลังกายเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว
    • ลดอักเสบโดยประคบร้อนหรือเย็น
  2. การรักษาทางกายภาพบำบัด
    • การรักษาด้วยมือนักกายภาพบำบัด (Manual Technique)
    • การรักษาด้วยเครื่องมือทางกายภาพบำบัด เช่น
      • อัลตร้าซาวด์ (Ultrasound)
      • การกระตุ้นไฟฟ้า (Electrical stimulation)
      • เลเซอร์ (Laser)
      • คลื่นกระแทก (Shock wave)
      • คลื่นสั้น (Short wave)
    • ดึงหลังด้วยเครื่อง (Traction)
    • ประคบร้อน เย็น
    • การออกกำลังกายเพื่อการรักษา (Therapeutic exercise)
    • ปรับพฤติกรรมที่จะทำให้มีกดทับเส้นประสาทมากกว่าเดิม
  3. แนวทางการรักษาทางด้านอื่นๆ
    • รับประทานยาแก้อักเสบหรือยาคลายกล้ามเนื้อเพื่อบรรเทาอาการปวด
    • การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาท
    • การผ่าตัดหมอนรองกระดูกผ่านกล้องเอ็นโดสโคป
    • การผ่าตัดหมอนรองกระดูกด้วยกล้องจุลทรรศน์
    • การผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกโดยใช้คอมพิวเตอร์นำวิถี
    • ฝังเข็ม

การป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีกของโรคนี้

  • หลีกเลี่ยงการนั่ง ยืน เดิน เป็นระยะเวลานานๆ ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ทุกๆ ชั่วโมง
  • ใช้กล้ามเนื้อบริเวณหลังในชีวิตประจำวันอย่างถูกวิธี เช่น การยืนควรยืนให้น้ำหนักตัวค่อนมาทางส้นเท้า แขม่วท้อง อกผาย ไหล่ผึ่ง หากนั่งจะต้องนั่งหลังตรงหรือแอ่นน้อยที่สุด ที่นั่งต้องรองรับก้นและโคนขาทั้งหมด ความสูงต้องพอดีที่ฝ่าเท้าวางเต็มที่
  • ไม่ควรก้มตัวลงไปยกของหนัก แต่ต้องย่อตัวนั่งลงกับพื้นก่อนยกของให้ชิดตัว แล้วลุกด้วยกำลังขา
  • หากนอนหงายควรใช้หมอนข้างใบใหญ่หนุนที่โคนขา ซึ่งจะช่วยให้กระดูกสันหลังแบนราบ แต่หากนอนตะแคง ควรนอนให้ขาล่างเหยียดตรง ขาที่อยู่ด้านบนงอ สะโพกและเข่ากอดหมอนข้างไว้
  • ลดน้ำหนักให้สมดุลกับร่างกาย
  • งดสูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
  • หมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ โดยบริหารกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง เพื่อให้กล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังแข็งแรง สามารถช่วยพยุงให้ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ แต่อย่าลืมวอร์มอัพก่อนออกกำลังกาย เพื่อยืดกล้ามเนื้อ ป้องกันอาการบาดเจ็บ

โรคกระดูกสันหลังคด ในเด็กและในผู้ใหญ่

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการของโรคนี้

20% เกิดจากตัวโรคที่มีการเจริญเติบโตของกระดูกสันหลัง ระบบประสาท ระบบกระดูกหรือกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ เช่น

  1. โรคกระดูกสันหลังคดตั้งแต่แรกเกิด (Congenital Scoliosis) เนื่องจากขณะแม่ตั้งครรภ์ตัวอ่อนในครรภ์มีกระดูกสันหลังที่ผิดปกติ
  2. โรคกระดูกสันหลังคดจากโรคทางระบบประสาทหรือระบบกล้ามเนื้อผิดปกติ (Neuromuscular Scoliosis) เช่น โรคกล้ามเนื้อโตมากกว่าปกติ กล้ามเนื้อกระดูกสันหลังฝ่อลีบ เป็นต้น

80% ไม่ทราบสาเหตุ แต่มีปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดโรคคือเรื่องของพฤติกรรม การใช้งานร่างกาย

  1. โรคกระดูกสันหลังคดแบบไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic Scoliosis) มักเกิดจากการมีความยาวของเข่าไม่เท่ากัน คือ ขาข้างหนึ่งสั้นกว่าอีกข้างหนึ่ง โดยสามารถเกิดขึ้นได้ในวัยต่าง ๆ ได้แก่
    • โรคกระดูกสันหลังคดแบบไม่ทราบสาเหตุในวัยทารก (Infantile Idiopathic Scoliosis) ก่อนอายุ 3 ปี
    • โรคกระดูกสันหลังคดแบบไม่ทราบสาเหตุในวัยเด็ก (Juvenile Idiopathic Scoliosis) อายุระหว่าง 4 – 10 ปี
    • โรคกระดูกสันหลังคดแบบไม่ทราบสาเหตุในวัยรุ่น (Adolescent Idiopathic Scoliosis) อายุระหว่าง 10 – 18 ปี พบมากที่สุด
  2. โรคกระดูกสันหลังคดจากท่าทางที่ผิด (Functional Scoliosis) เกิดจากความผิดปกติตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน กล้ามเนื้อหดเกร็ง การบาดเจ็บ
  3. โรคกระดูกสันหลังคดจากความเสื่อม (Degenerative Lumbar Scoliosis) มักพบในผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ จากการเปลี่ยนแปลงของกระดูกสันหลังที่ใช้งานเป็นเวลานาน

อาการและแนวทางการดำเนินโรค

อาการและความรุนแรงของกระดูกสันหลังคดแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล สามารถสังเกตได้เบื้องต้น ดังนี้

  • ไหล่ทั้งสองข้างไม่เท่ากัน
  • แผ่นหลังหรือหน้าอกนูนไม่เท่ากัน
  • มองเห็นกระดูกสันหลังคดงอชัดเจน
  • ลำตัวเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง
  • สะโพกสองข้างไม่เท่ากัน
  • นอกจากนี้อาจมีอาการปวดหลัง ปวดท้อง เจ็บซี่โครง กล้ามเนื้อหดตัว เป็นต้น แต่หากอาการรุนแรงจะส่งผลต่อการทำงานของหัวใจและปอด ทำงานได้ไม่เต็มที่ เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก หายใจติดขัด

วิธีการรักษา

  1. การรักษาด้วยตัวเอง
    • การออกกำลังกายที่ถูกต้องและเหมาะสม
    • การใช้ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล เพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อมีอาการ
    • การรักษาทางกายภาพบำบัด
    • การสอนการจัดท่าในการใช้ชีวิตประจำวัน การนั่ง การนอน การทรงตัว
    • การฝึกการหายใจให้ถูกต้องเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอด
    • การออกกำลังกายด้วยวิธีีเฉพาะที่เหมาะสมเพื่อช่วยรักษาให้กระดูกสันหลังกลับเข้าสู่แนวเดิม หรือให้ใกล้เคียงแนวปกติให้มากที่สุด การรักษาจะจำเพาะแตกต่าง กันไปขึ้นอยู่กับแต่ละคน และการให้การรักษานี้ควรเป็นนักกายภาพบำบัดที่ได้รับการอบรมเฉพาะทางเกี่ยว กับโรคกระดูกสันหลังคด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษาสูงสุด
  2. การรักษาด้วยกระบวนการทางการแพทย์
    • การใส่เสื้อเกราะดัดหลัง (Brace) แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยเด็กที่ยังมีการเจริญเติบโตของกระดูก หรือมีอาการกระดูกสันหลังคดในระดับปานกลาง
    • สวมเสื้อเกราะดัดหลัง (Brace) ที่จะช่วยป้องกันกระดูกไม่ให้เกิดความคดงอมากขึ้น
    • การผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลัง (Spinal Fusion) อาการกระดูกสันหลังคดที่รุนแรงมักเกิดขึ้นตามระยะเวลาของอาการ แพทย์อาจจำเป็นต้องใช้การรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อลดการคดงอของกระดูกและป้องกันอาการรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ศัลยแพทย์จะยึดกระดูกชิ้นเล็ก ๆ เข้ากับแนวกระดูกสันหลัง โดยใช้ชิ้นส่วนกระดูกหรือวัสดุที่คล้ายคลึงกับกระดูก เหล็กดาม ตะขอ และนอต เพื่อตรึงไว้ด้วยกัน
  3. การรักษาตามสาเหตุที่ทำให้กระดูกสันหลังคด

    กระดูกสันหลังคดบางชนิดอาจมีสาเหตุจากความผิดปกติในระบบประสาทไขสันหลัง การติดเชื้อ หรือมีเนื้องอกของกระดูก เมื่อรักษาที่ต้นเหตุแล้ว ความคดงอของกระดูกก็อาจหายดีขึ้นได้

การป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีกของโรคนี้

ปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน หลีกเลี่ยงท่าทางที่กระตุ้นต่อการเกิดกระดูกสันหลังคดหมั่นสังเกตร่างกายตนเองอยู่เสมอ

ปัญหาจากการเล่นกีฬา เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการของโรคนี้

ปัญหาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาพบได้บ่อยทั้งบุคคลธรรมดา นักกีฬามือสมัครเล่น รวมไปถึงนักกีฬามืออาชีพ จากการใช้งานร่างกายซ้ำ ๆ ในลักษณะที่เฉพาะตามชนิดกีฬา โดยสาเหตุที่เกิดขึ้นพบได้ทั้ง การอักเสบ/ฉีกขาดของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ในระดับต่าง ๆ รวมถึงอาการปวดเมื่อยทั่วไปที่เกิดขึ้นหลังจากออกกำลังกาย จากการสะสมของของเสียภายหลังจากออกกำลังกาย

ในผู้ที่ไม่ได้ฝึกฝน หรือเตรียมกล้ามเนื้อให้พร้อมก่อนเริ่มเล่นกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงไม่เพียงพอ เมื่อเกิดการหดตัวซ้ำ ๆ จะทำให้เส้นใยของกล้ามเนื้อเกิดการฉีกขาด หรือ ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อที่ไม่เพียงพอ จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง มีโอกาสเกิดการบาดเจ็บขึ้นได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนักกีฬาวิ่งหรือปั่นจักรยาน ที่ต้องใช้งานกล้ามเนื้อส่วนล่าง การบาดเจ็บที่พบได้บ่อย คือ กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า(Quadricep) ต้นขาด้านหลัง (hamstring) กล้ามเนื้อน่อง(Gastrocnemius) เส้นเอ็นเนื้อรอบ ๆ สะบ้า(Patella tendon)

อาการและแนวทางการดำเนินโรค

  • อาการในระยะเฉียบพลัน

    จะมีอาการปวด บวม แดง ร้อน ในช่วง 1-3 วันแรก เป็นช่วงที่หลอดเลือดบริเวณที่มีการบาดเจ็บเกิดการฉีกขาด ทำให้หลั่งสารที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบ และอาการปวดออกมา

  • อาการในระยะเรื้องรัง

    จะเกิดขึ้นในช่วง 6 สัปดาห์ - 6 เดือน ในบางรายอาจจะเป็นๆหายๆ เมื่อพักแล้วกลับมาใช้งานจะเกิดการอักเสบซ้ำสลับไปมา ทำให้ยังมีอาการบาดเจ็บอยู่ โดยภายหลังการบาดเจ็บ ทั้งกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็น หากร่างกายสามารถซ่อมแซมเนื้อเยื่อได้สมบูรณ์เพียงพอ จะทำให้เรากลับมาใช้งานได้อย่างปกติ แต่หากไม่สมบูรณ์ เช่น มีพังผืดเกิดขึ้นและประสิทธิภาพในการรับแรงของเนื้อเยื่อที่สร้างขึ้นใหม่ยังมีไม่เพียงพอ เมื่อกลับไปใช้งานก็จะเกิดการบาดเจ็บขึ้นอีกครั้งได้ หรือในช่วงพักกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้งานเป็นระยะเวลานาน ความแข็งแรงและเส้นใยกล้ามเนื้อจะลดกลงไปตามลำดับ ซึ่งส่งผลต่อการใช้งานในอนาคตได้

วิธีการรักษา

  1. การรักษาด้วยตัวเอง
    • ประคบเย็น เพื่อลดอาการปวดและอาการอักเสบ 15 นาที
    • ยืดกล้ามเนื้อทุกครั้งก่อนและหลังการออกกำลังกาย
    • Warm up & Cool down ร่างกายทุกครั้ง เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนการใช้งาน และค่อย ๆ ลดการทำงานของร่างกายลงหลังจากเสร็จกิจกรรม
  2. การรักษาทางกายภาพบำบัด
    • คลื่นอัลตร้าซาวน์ เพื่อใช้เร่งกระบวนการอักเสบ ลดอาการปวด เพื่อการไหลเวียนของเลือด ทำให้เนื้อเยื่อเกิดการปรับตัว สามารถใช้ได้ครอบคลุมทั้งในช่วงอักเสบเฉียบพลัน และเรื้อรัง
    • High Intensity LASER เพื่อใช้เร่งกระบวนการอักเสบ ลดอาการปวด กระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อ
    • Electrical stimulation เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อที่มีความตึงตัวให้ผ่อนคลายมากขึ้น หรือใช้ในการกระตุ้นการเรียนรู้ของกล้ามเนื้อเพื่อหวังผลในการเพิ่มความแข็งแรง ร่วมกับการออกกำลังกาย
    • Therapeutic exercise การออกกำลังกายเพื่อการรักษา โดยมีนักกายภาพบำบัดเป็นผู้กำหนดโปรแกรม ใช้การตรวจประเมินเฉพาะ เพื่อให้ทราบปัญหาหรือกลไกการทำงานของร่างกายที่บกพร่อง และกรุ้นให้กล้ามเนื้อเกิดความแข็งแรงอย่างเฉพาะเจาะจง เพิ่มการทรงตัว การรับความรู้สึกของข้อต่อ
  3. การรักษาทางด้านอื่นๆ
    • ทานยา
    • ผ่าตัด
    • ฝังเข็ม

การป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีกของโรคนี้

การทำกายภาพบำบัดที่มีประสิทธิภาพ โดยเริ่มฟื้นฟูได้ในทุกระยะตั้งแต่เฉียบพลัน จนถึงเรื้อรัง โดยการฟูในระยะต่าง ๆ มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากในแต่ระยะร่างกายมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเนื้อเยื่อที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องใช้เทคนิคการรักษาและฟื้นฟูให้เหมาะสมต่อช่วงเวลา อาการ และเป้าหมาย

การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่มีประสิทธิภาพ และต้องเฉพาะเจาะจงกับปัญหา การใช้งานที่จำเพาะของผู้ป่วย ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยป้องกันการบาดเจ็บในระยะยาว

ปัญหาภาวะเครียด วิตกกังวล จากความเจ็บปวด

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการของโรคนี้

30 - 50% ของผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง จะมีความปกติทางอารมณ์ เช่น โรคเครียด โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวลตามมา ซึ่งอาการปวดเรื้อรัง หรือความปวดเรื้อรัง (Chronic pain) เป็นอาการปวดที่เกิดขึ้นนานกว่า 3 เดือน โดยอาจปวดเป็นพักๆ หรือปวดต่อเนื่องก็ได้ อาการปวดเรื้อรังส่วนใหญ่ไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดได้

แต่อาจเกิดจากเพราะปัญหาสุขภาพ หรือเคยประสบอุบัติเหตุ จนความปวดนั้นทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวัน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ และอาจทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาการนอน ความเครียด ปัญหาด้านการกินตามมา

อาการและแนวทางการดำเนินโรค

  1. อาการทางร่างกาย
    • ใจเต้นผิดปกติ ใจสั่น
    • ความดันโลหิตสูง
    • หายใจลำบาก
    • ปัสสาวะบ่อย
    • เหงื่อออกมาก
    • ลำไส้แปรปรวน ท้องเสีย
  2. อาการทางจิตใจ
    • ย้ำคิดย้ำทำ
    • มองโลกในแง่ร้าย
    • ไม่มั่นใจตัวเอง
  3. อาการทางอารมณ์
    • ตื่นเต้น
    • ซึมเศร้า
    • หงุดหงิด
    • เบื่อหน่ายง่าย

แนวทางการดำเนินโรค

หากไม่ได้จัดการแก้ไขกับความปวดเรื้อรังที่เป็นต้นตอของปัญหา ความเครียดและความวิตกกังวลก็จะไม่สามารถแก้ไขได้ ถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ ความเครียดและความวิตกกังวลนั้นจะพัฒนาไปเป็นโรคซึมเศร้า และภาวะผิดปกติทางกายอื่น ๆ ที่เรียกว่า "persistent somatoform pain disorder" (โรคเจ็บปวดคงยืนที่มีอาการทางกาย) หรือ functional pain syndrome (อาการเจ็บปวดที่มีผลต่อสรีรภาพหรือจิตใจ) ได้

วิธีการรักษา

  1. การรักษาด้วยตัวเอง
    • ใช้เทคนิคลดความเครียด เช่น หางานอดิเรกที่ชอบทำ ออกกำลังกาย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ นั่งสมาธิ คิดบวก เขียนบันทึกประจำวัน
    • หาที่ปรึกษาคอยช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา
    • ลดอาการปวดด้วยตนเอง ด้วยการประคบอุ่น ประคบเย็น ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
  2. การรักษาทางกายภาพบำบัด

    เน้นไปที่การรักษาอาการปวดเรื้อรังด้วยเครื่องมือและวิธีทางกายภาพบำบัดต่าง ๆ เพื่อให้ความปวดลดลง ส่งผลให้รู้สึกสบาย ผ่อนคลาย และความเครียดจะทุเลาลงด้วย ได้แก่

    • การใช้อัลตร้าซาวด์ การกระตุ้นไฟฟ้า หรือเลเซอร์ลดปวด
    • การออกกำลังกาย ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
    • การฝึกหายใจ ช่วยได้ทั้งบรรเทาอาการปวด และช่วยลดความเครียด
  3. การรักษาทางด้านอื่นๆ
    • การใช้ยาต้านซึมเศร้า (antidepressants)
    • บำบัดด้วยการพูดคุย หรือที่เรียกว่า จิตบำบัด (psychotherapy)

การป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีกของโรคนี้

  • หลังจากเผชิญสถานการณ์ร้ายแรง ต้องรีบเข้ารับการรักษาจากแพทย์ เพื่อช่วยลดโอกาสป่วยเป็นโรคเครียด
  • รู้จักตนเอง มีสติ และหาวิธีการเผชิญความเครียดที่เหมาะสมกับตนเอง
  • หางานอดิเรกทำในยามว่าง เช่น อ่านหนังสือ หรือฟังเพลง
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รวมทั้งรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบถ้วน
  • จัดสิ่งแวดล้อมที่ทำงาน และที่พักอาศัยให้เหมาะสม จะช่วยลดทั้งความเครียดและลดอาการปวดเรื้อรังได้

การบำบัดทางศาสตร์พลังงาน เรกิ (霊気 / reiki)

ความหมาย

เรกิ (霊気 / reiki) คือ ศาสตร์การเยียวยาบำบัดด้วยพลังงาน (energy healing) รูปแบบหนึ่ง โดยผู้บำบัดจะรับพลังงานจากจักรวาล แล้วส่งพลังงานผ่านมือสองข้างไปยังผู้รับการบำบัดเพื่อปรับสมดุลระดับในระดับกาย จิตใจ อารมณ์ ไปจนถึงระดับจิตวิญญาณ โดยจะสัมผัสถูกตัวหรือไม่ถูกตัวผู้รับการบำบัดก็ได้

ประโยชน์ต่างๆ ของเรกิ

  • ช่วยบรรเทาความเครียดและความวิตกกังวล
  • ช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า
  • ช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยเรื้อรังต่าง ๆ
  • ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะและไมเกรน
  • ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • ช่วยสร้างสมดุลให้สนามพลังงาน
  • ทำให้ผ่อนคลายและหลับได้ลึกขึ้น
  • ช่วยคลี่คลายอารมณ์ลบที่สะสมอยู่จนปิดกั้นการไหลเวียนของพลังชีวิต
  • ทำให้สมองปลอดโปร่งและแจ่มใส รับมือกับปัญหาในชีวิตได้ดีขึ้น
  • เมื่อทำอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้สุขภาพกายและจิตโดยรวมดีขึ้น

พลังบำบัดเรกิไม่มีอันตราย และที่ผ่านมาไม่พบว่าก่อให้เกิดผลข้างเคียงหรืออาการแทรกซ้อนที่ร้ายแรงหลังเข้ารับการบำบัด ในขณะเดียวกันตัวผู้บำบัดเองก็ไม่สูญเสียพลังจากการบำบัด เพราะพลังทั้งหมดมาจากธรรมชาติ โดยที่ผู้บำบัดทำหน้าที่เป็นท่อส่งผ่านพลังไปยังผู้ป่วยเท่านั้น

พลังบำบัดเรกิสามารถใช้ร่วมกับยาหรือการรักษาแบบแผนปัจจุบันอื่น ๆ ได้ เช่น หลังการผ่าตัดหรือเคมีบำบัด ซึ่งนอกจากจะไม่รบกวนแทรกแซงการรักษาที่กำลังรักษาอยู่แล้ว ยังช่วยให้ร่างกายได้รับการฟื้นฟูให้หายเร็วขึ้น อีกทั้งกระตุ้นให้เกิดกระบวนการขับพิษออกจากร่างกาย(Detoxification)ได้อีกด้วย พลังบำบัดเรกิเป็นที่รู้จักและยอมรับโดยทั่วไปในหลายประเทศในฐานะที่เป็นการแพทย์ทางเลือกแขนงหนึ่ง

ปัจจุบันมีโรงพยาบาลมากกว่า 60 แห่งในประเทศอเมริกาที่มีบริการบำบัดด้วยเรกิ เช่น Northern Westchester Hospital, Concord Hospital, Portsmouth Regional Hospital, Boston Children Hospital, Dana-Farber Cancer Institute หรือโรงพยาบาลในประเทศอังกฤษ เช่น South Tees Hospitals, University College London Hospitals ฯลฯ และยังไม่รวมถึงโรงพยาบาลหลายแห่งในอีกหลายประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร เยอรมัน สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา เบลเยี่ยม อาร์เจนตินา อียิปต์ แอฟริกาใต้ เป็นต้น (ข้อมูลจาก The Center for Reiki Research Including Reiki in Hospital

ระยะเวลาการรักษา

โดยทั่วไปการบำบัดด้วยพลังงานเรกิในแต่ละครั้ง

  • นักบำบัดจะใช้เวลาประมาณ 45 - 60 นาทีในการวางมือ ณ ตำแหน่งต่างๆ
  • อีก 30 นาทีในการปรึกษา/พูดคุย ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการบำบัดในครั้งนั้น

ผู้ที่เหมาะกับการบำบัดด้วยพลังเรกิ

  1. ผู้ป่วยโรคมะเร็ง
  2. ผู้ป่วยโรคหัวใจ
  3. ผู้ที่มีความเครียด วิตกกังวล
  4. ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า
  5. ผู้ที่มีอาการเจ็บปวดเรื้อรัง
  6. ผู้ที่มีภาวะอ่อนล้า (fatigue syndrome)
  7. ผู้ที่มีภาวะไมเกรน
  8. ผู้ที่หมดพลังกาย/พลังใจ
  9. ผู้ที่ต้องการปรับสมดุลพลังงานเพื่อความสุขสมบูรณ์ในชีวิต

การนวดเปิดท่อน้ำนม

ปัญหาท่อน้ำนมอุดตัน เป็นปัญหาที่คุณแม่หลังคลอด หลายๆคนต้องเผชิญ ซึ่งปัญหานี้มักเกิดจากการอุดตันของท่อน้ำนม จากการที่มีน้ำนมข้น และทำให้ไหลไม่สะดวก ในบางรายอาจมีก้อนไตแข็งๆ อยู่ตามบริเวณต่างๆ ในเต้านม หากมีอาการมาก หรือปล่อยไว้ จะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการเต้านมอักเสบได้

อาการของท่อน้ำนมอุดตัน

  • รู้สึกปวด คัดบริเวณเต้านม จนรู้สึกระบม
  • มีอาการบวมแดง และกดเจ็บ บริเวณก้อนแข็งๆ ในส่วนต่างๆ ของเต้านม
  • น้ำนมไหลไม่สะดวก ไหลได้น้อย หรือไหลช้า
  • หากเป็นมากๆ มักจะมีไข้ จากการที่เต้านมอักเสบ

การอัลตร้าซาวด์เปิดท่อน้ำนม

การทำงานของเครื่องอัลตร้าซาวด์ จะเป็นการใช้คลื่นเหนือเสียง ส่งลงไปในระดับเซลล์ เพื่อส่งผลให้เกิดความร้อน ความร้อนนี้จะไปทำให้หลอดเลือดขยายตัว และทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น เมื่อเลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นก็จะช่วยลดก้อนแข็งบริเวณเต้านมได้เป็นอย่างดี

การนวดเปิดท่อน้ำนม

ในน้ำนมที่ค้างอยู่ภายในเต้านมจะมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีก นอกเหนือจากน้ำนม เช่นสารคัดหลัง หรือของเสียอื่น ๆ ซึ่งการนวดเปิดท่อน้ำนม นอกจากทำเพื่อเป็นการเปิดทางให้น้ำนมไหลสะดวกขึ้นแล้ว ยังช่วยให้สารคัดหลั่ง/ของเสียต่าง ๆ ไหลกลับไปสู่ท่อน้ำเหลืองได้ดีขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้การนวดจะช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำนม และลดโอกาสในการเกิดการอุดตันของท่อน้ำนมซ้ำได้เป็นอย่างดี

การนวดบำบัด

โปรแกรมการรักษาด้วยการนวดบำบัดด้วยเทคนิคกายภาพบำบัด

ประกอบด้วย

  • การนวด ออฟฟิศซินโดรมมาสสาด
  • การนวดกระตุ้นกล้ามเนื้อ
  • การนวดกระตุ้นกล้ามเนื้อสำหรับนักกีฬา
  • การนวดคลายกล้ามเนื้อ

โดยใช้เทคนิค

  • Stroking คือ การใช้ฝ่ามือลูบไปตามส่วนต่าง ๆ ในการรักษา โดยลูบอย่างช้า ๆ สม่ำเสมอ และทำมือให้เหมาะสมกับบริเวณที่นวด เช่น กล้ามเนื้อใหญ่และกว้าง ก็กางนิ้วออกให้ครอบคลุมพื้นที่ การใช้เทคนิคนี้จะใช้ในการเริ่มต้น และ การจบในการให้การรักษา
  • Thumb, Digital, Alter Palmar, Palmar Kneading เป็นการกดและคลายสลับกันอย่างเป็นจังหวะ โดยใช้นิ้วหัวแม่มือ เพิ่มเติม
  • ใช้เทคนิค Plama Kneading ใช้ฝ่ามือข้างเดียวหรือสองข้าง ซ้อนกัน กดแล้วคลาย ใช้นวดบริเวณแขนและขา Picking Up คือการใช้อุ้งมือจับกล้ามเนื้อดึงขึ้นจากกระดูก แล้วดันขึ้นแล้วปล่อย
  • Deep Friction เป็นการนวดที่ใช้แรงกดมาก เพื่อให้ได้ผลลึกและเฉพาะที่ เพื่อให้การยึดติดของเนื้อเยื้อบริเวณนั้นคลายออก โดยเคลื่อนไหวในทิศทางขวางใยกล้ามเนื้อ
  • Skin Rolling เป็นการหยิบยกผิวหนังขึ้นจากเนื้อเยื้อชั้นใต้ลงไป แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือดันผิวหนัง ให้เคลื่อนม้วนตัวไป แล้วหยิบใหม่ เป็นการลดการยึดติดของชั้น Subcutaneous กับ Fascia

โดยในการให้การรักษา จะแยกออกด้วยจากระยะเวลา ความหนักเบา และลำดับขั้นตอนในการใช้เทคนิคในการรักษา ขึ้นอยู่กับการประเมิน การวางแผนในการให้การรักษา ระหว่างผู้รับบริการและนักกายภาพบำบัด อีกครั้ง

หมายเหตุ

ระยะเวลาและขั้นตอนในการรักษาขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของอาการ และการประเมินจากนักกายภาพ แต่จะมีการวางแผนการรักษา กับผู้รับบริการก่อนทำการรักษาทุกครั้ง

จิตวิทยาการให้คำปรึกษา

บริการให้คำปรึกษาเพื่อให้ผู้รับบริการมีทางออก สามารถคลีคลายปัญหาทางด้านจิตใจ อารมณ์และการปรับตัวในสังคม แนะนำการสื่อสารให้แก่ญาติและผู้ดูแลในการดูแลและเข้าหาผู้ป่วย โดยนักจิตวิทยาและนักบำบัดทางจิตและการสื่อสาร ทำการประเมินและวางแผนการจัดการร่วมกันกับผู้รับบริการตามเป้าหมายที่วางไว้เพื่อให้ผู้รับบริการมีสุขภาพจิตและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

กลุ่มผู้รับบริการ

  1. ผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านอารมณ์และพฤติกรรม
  2. ญาติและคนดูแลที่มีปัญหาด้านการสื่อสารในการจัดการผู้ป่วย
  3. ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรคทางสมอง พาร์กินสัน อัมพฤกษ์ อัมพาตที่ต้องได้รับการฟื้นฟูทางร่างกายและจิตใจ
  4. บุคลทั่วไปที่มีปัญหาความเครียด กังวลมากกว่าปกติ ในปัญหาด้านการเจ็บป่วย และปัญหาชีวิต เช่น พ่อแม่ที่มีปัญหาการเลี้ยงดูบุตร นักเรียนนักศึกษาที่มีปัญหาด้านการเรียน การเข้าสังคมกับเพื่อน อกหักและภาวะซึมเศร้า วัยทำงานที่มีปัญหาการทำงานกับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างาน เป็นต้น

ให้บริการทั้งที่คลินิก ที่บ้านและออนไลน์

สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดนัดหมายเพิ่มเติมได้ ที่ 091-713-9578